การละเล่นกันตรึม


 

การละเล่นกันตรึม

ประวัติความเป็นมาของเพลงกันตรึม

          กันตรึม เป็นชื่อเรียกการขับร้องบรรเลงเพลงพื้นบ้านของคนในแถบอีสานใต้ที่ใช้ภาษาเขมรเป็น ภาษาถิ่น ซึ่งได้แก่จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ได้รับการถ่ายทอดมาแต่โบราณ มีลักษณะเป็นเพลงปฏิพากย์คล้ายกัลเพลงฉ่อยหรือเพลงเรือ หรือลำตัด แตกต่างกันที่เนื้อร้องเป็นภาษาเขมร

          กันตรึม เรียกตามเสียงกลอง ในภาษาเขมรเรียกว่า “สกีวร” เวลาตีจะมี เสียงดัง โจ๊ะ-ตรึม-ตรึม หรือ โจ๊ะ-ครึม-ครึม ชาวบ้านจึงนำเสียงกลองมาเรียกการขับร้องบรรเลงเพลงพื้นบ้านนี้ว่า “กันตรึม”

          เพลงกันตรึมได้รับการเผยแพร่และเป็นที่รู้จักกันดีในช่วงระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา มีรูปแบบและเอกลักษณ์ด้านท่วงทำนอง วิธีการแสดงตลอดจนการขับร้อง และเนื้อเพลงที่มีมากมาย ประมาณกว่า 100 ทำนอง

วิวัฒนาการของเพลงกันตรึม อาจพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

                    1. ได้รับอิทธิพลจากเพลงปฏิพากย์ของเขมรในประเทศกัมพูชาซึ่งได้แก่การเล่นเพลงปรบไก่ เพลงอาไย เพลงอมตู๊ก และจรวงต่าง ๆ

                    2. วิวัฒนาการจากการใช้กลอง (สก็วร หรือสโกร) บรรเลงเพลงประกอบความเชื่อทางไสยศาสตร์ เช่นการเข้าทรงโจลมม็วต (การทรงเจ้า) หรือการเล่นบ็องบ็อต (การเข้าทรง แม่มด)

                    3. วิวัฒนาการมาจากการเล่นเพลงเบริน เจรียงจแบ็ย เจรียงตรัว เจรียงปังนา เจรียงนอรแก้ แป็ยเญ็น แป็ยอังโกญ เจรียงซันตู๊จ

                    4. วิวัฒนาการมาจากการเล่นมโหรี

                    เพลงกันตรึมมีลักษณะคล้ายเพลงปฏิพากย์ของเพลงภาคกลาง แตกต่างที่เนื้อร้องเป็นภาษาเขมร เนื้อหาของเพงสะท้อนสภาพชีวิตของชุมชนอีสานตอนใต้ในด้านต่าง ๆ เช่น อาชีพ ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพทำนา และเมื่อว่าจากการทำนาชาวบ้านนิยมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าเป็นอาชีพเสริมในส่วนของค่านิยมสะท้อนภาพของค่านิยมเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้าการทรงเจ้าเข้าผี นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นค่านิยมด้านการเลือกคู่ครองและการปฏิบัติตน ของสตรี เป็นต้น

                    กันตรึม เป็นชื่อเรียกการขับร้องเพลงพื้นบ้านของคนในแถบอีสานตอนใต้ที่ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาดั่งเดิมเล่นเฉพาะในงานเข้าทรงแม่มดเพื่อรักษาโรคตามความเชื่อมมาแต่โบราณ ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นการเล่นเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะในงานมงคลต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานโกนจุก งานบวช หรืองานเทศกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะงานแต่งงานถือเป็นประเพณีว่าจะต้องมีวงกันตรึมเล่นกล่อมหอ

                    การเล่นกันตรึมต้องใช้ผู้เล่นจำนวน 6-8 คน มีนักร้องทั้งชายและหญิง ท่าฟ้อนรพไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ผู้ฟ้อนแสดงท่าตามใจชอบให้เข้ากับเสียงจังหวะดนตรี เน้นความไพเราะของเสียงร้องและความสนุกสนานของทำนองเพลงกันตรึม ที่หลากหลายกว่า 100 ทำนอง ต่อมาได้มีผู้คิดท่ารำ และกำหนดท่ารำประกอบเพลงกันตรึม เช่น เรือมกันตรึม เรือมกันเร เรือมกะโน้บ ติงตอง เรือมม็องก็วลจองไต เป็นต้น

                    ลักษณะทั่วไปของการแสดงเพลงกันตรึม แต่เดิมการเล่นเพลงของกันตรึม เน้นการเล่นเฉพาะงานเข้าทรงแม่มดเพื่อรักษาโรคตามความเชื่อแต่โบราณแล้วประยุกต์มาเล่นเพื่อความบันเทิง

การแต่งกาย

                    การแต่งกายของนักดนตรีและนักร้องไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ส่วนมากนิยมแต่งตามประเพณีนิยมของท้องถิ่น

                    ผู้ชาย นุ่งโจงกระเบน มีผ้าไหมคาดเอว สมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น อะไรก็ได้ ใช้ผ้าไหมพาดไหล่ ทิ้งชายทั้งสองข้างลงด้านหลัง

                    ผู้หญิง นุ่งผ้าซิ่นไหมพื้นเมือง  สวมเสื้อแขนกระบอก มีผ้าสไบเฉียงห่มทับ หรือไม่มีก็ได้ แต่การแต่งการสมัยใหม่นั้นจะแต่งตามสบายตามสมัยนิยม

                             ชาย : สวมกางเกงขายาว เสื้อแขนยาวผูกเนคไท สวมถุงเท้า รองเท้า

                             หญิง : สวมชุดสมัยใหม่ เป็นชุดติดกัน หรือคนละท่อนก็ได้

สถานที่เล่น แต่เดิมเล่นบนลานบ้าน หรือห้องโถงบนบ้าน คนดูนั่งล้อมรอบข้าง ๆ ต่อมามีการปลูกโรงยกเวทีสูง ปล่อยโล่งทั้งสี่ด้านเพื่อให้คนดูสามารถดูได้ทุก ๆ ด้าน

บทร้องและทำนองเพลงกันตรึม

                    บทร้องกันตรึม คำกลอนนิยมขับร้องมักใช้บทร้องเห่าที่จำกันมาเนื้อกาในเพลงกันตรึมแสดงถึงวิธีการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมชนบท เนื้อร้องส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นสภาพการดำรงชีวิตตามแบบชาวบ้านและ ยังแฝงแง่คิดต่าง ๆ ไว้อีกด้วยจำแนกได้ 3 ประเภทดังนี้

                    1. บทเพลงชั้นสูงหรือเพลงครู เป็นบทเพลงที่มีความไพเราะ ศักดิ์สิทธิ์ ทำนองโหยหวน มักเป็นเพลงช้า นิยมร้องเมื่อเริ่มการแสดง เพื่อระลึกถึงครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา และร้องอีกครั้งเมื่อต้องลาผู้ชมก่อนจบการแสดง ได้แก่ ทำนองเพลงชวาบจุมเวียด ทำนองเพลงชเรียสเติง ทำนองเพลงรำแป็ย ทำนองเพลงตังฮึกกรู ทำนองเพลงชเร็ย สตึร ทำนองเพลงชแร็ยปเซิร

                    2. บทเพลงสำหรับขบวนแห่ แต่เดิมใช้กันตรึมบรรเลงหรือประโคมเวลามีขบวนแห่ต่าง ๆ มีทำนองเพลงที่สง่า ครึกครื้น สนุกสนานนิยมบรรเลงประกอบการขับร้องและรำไปด้วยได้แก่ทำนองเพลงซำโปง เซาะทม ทำนองเพลงรำพาย ทำนองเพลงตร็อบ ดุม ทำนองเพลงอันซอง สแนง ยบ ฯลฯ

                    3. บทเพลงเบ็ดเตร็ด เป็นบทเพลงที่มีทำนองเร่งเร้าสนุกสนานใช้เป็นบทขับร้อง

                    ในโอกาสทั่วๆ ไป มีหลายทำนอง ได้แก่ ทำนองเพลงอมตู๊ก  ทำนองเพลงงูดตีถ์ตู๊จ ทำนองเพลงเคมาแม ทำนองเพลงอาไย ทำนองเพลงรำแบ็ย ทำนองเพลงกัญจัญเจ้จ  ทำนองเพลงโมเวยงูดตึก์ ฯลฯ

                    ในปัจจุบัน ได้มีการนำทำนองเพลงลูกทุ่งมาประยุกต์เป็นเพลงกันตรึมและเล่นโดยใช้เครื่องดนตรีสากลเพื่อให้เกิดความสนุกสนานถูกใจผู้ชม ซึ่งบทเพลงเหล่านี้จัดอยู่ในบทเพลงเบ็ดเตร็ด

เพลงครู

                    ถือเป็นเพลงชันสูงที่เล่นยากมาก มีความไพเราะ แสดงถึงความขลังสามารถสะกดให้ผู้ฟังคล้อยตาม มีฉันทลักษณ์ของบทเพลงที่เป็นแบบแผนแน่นอน ดังนั้นบทเพลงแต่ละบทเพลง จะมีลักษณะฉันทลักษณ์เหมือนกัน และคล้ายกัน ในการร้องผู้ร้องจะร้องต่อกัน 2 บท และมีเนื้อความต่อเนื่องกัน บทกลอนที่ใช้ร้องจะใช้กลอน 4 เป็นหลัก วรรค 4 ในบทแรกมักจะช้ากับวรรคที่ 3 ในบาต่อไปเสมอ

                                      เพลงครู หรือเพลงชั้นสูง

                             ตัวอย่าง เพลงครูทำนองแซแร็ย สตึร (สาวรุ่น)

                             ....อัวฮัง  อันขยม          อาฮังอันขยม

                             ทวัด ทวายบังคม           กุนกรู มจะไทล

                             อันเจิญ กรูตู๊จ              เจาะโมปิคน็อง พนม

                             อันเจิญ ครูทม             เรียะซา คลูนพอง

                   แปลความ

                             โอมองค์ครูข้า              โอมองค์ครูข้า

                             ขอถวายบังคม             ครูผู้ยิ่งใหญ่

                             ขอเชิญครูบาน้อย          ลงมาจากภูเขา

                             ขอเชิญครูบาใหญ่          ช่วยรักษาข้าเทอญ

เพลงสำหรับขบวนแห่

                    รูปแบบฉันทลักษณ์ของเพลงที่ใช้ขบวนแห่ จะใช้กลอน 4 เช่นเดียวกับเพลงไหว้ครู การขับร้องผู้ร้องจะร้องเดี่ยวหรือโต้ตอบระหว่างชาย-หญิงก็ได้ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องคนละ 2 บท สลับกับการบรรเลงดนตรี จนกว่าจะเปลี่ยนทำนอง

                    ตัวอย่าง เพลงในขบวนแห่ ทำนองเพลงอันซองสแนงนบ (วัวแดงเขางาม)

                   ... อำเฮย เนียงอำ         อำเฮย เนียงอำ

                   เปรียส ปุดโลก ปดำ       ออยอำ จำบอง           

                   บองดำโปมูย               มันเดือน บาน ซล็อง

                   ออยอำ จำบอง            ชล็องโป รวมคเนีย

          แปลความ

                   ...อำเอ๋ย น้องอำ           อำเอ๋ย น้องอำ

                   พระพุทธเจ้าท่านฝากคำ   ให้อำคอยพี่

                   พี่ปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง        ยังไม่ได้เฉลิมฉลอง

                   อำคอยพี่นะน้อง           เราจะฉลองต้นโพธิ์ด้วยกัน

เพลงเบ็ดเตร็ด

                    เพลงเบ็ดเตร็ดเป็นเพลงที่บรรเลงเพื่อความสนุกสนานการบรรเลงขึ้นอยู่กับความสามารถของคนสีซอ ว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด ก็จะใช้ความของตนอย่างเต็มที่ สร้างความสนุกสนานเร้าใจให้กับผู้ชม ก่อนจะเลิกลา

                    เพลงเบ็ดเตล็ดที่นิยมใช้บรรเลงประกอบด้วยเพลง เชิ้บ เชิ้บ กัญจัญเจ้จ กะโน้บ ติงต็อง อาไย โอละหน่าย เป็นต้น

                    รูปแบบฉันทลักษณ์ในการขับร้องแม่ไม่แน่นอน อาจใช้กลอน 4 กาพย์ยานี 11 หรือร่ายกลอน 8 สิ่งที่เน้นที่สุดคือ สัมผัส  เพราะฟังแล้วทำให้เกิดความสนุกสนาน

ตัวอย่าง เพลงเบ็ดเตร็ด

เพลงกัญจัญเจ้จ (เขียดตาปาด)

                             ... กัญจัญเจ้จเอย          โลดตม กัญจัญเจ้จ

                             โกน ปชาโจลเดก          แม ก เมก ลูจ มึอย

                             ..กัญจัญเจ้จเอย            กัญจัญเจ้จ ควับ

                             ด็อล นาบอง ชลับ         ยัวตับ ต็อจ กบ็อง

                    แปล     ...เจ้าเขียดปาดเอย         โดดขึ้นเกาะเขียดปาด

                             ลูกเขยนอนหลับ           แม่ยายแอบดู

                             เจ้าเขียดปาดเอย           เจ้าปราดเปรียวว่องไว

                             ถึงคราเจ้าตาย             จะเอาตับเปาทำด่าง

เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงเพลงกันตรึม

                    ดนตรีของกลุ่มวัฒนธรรมกันตรึมมีลักษณะคล้ายคลึงกับดนตรีไทยเดิมของภาคกลางวงกันตรึมแต่เดิมวงดนตรีที่ใช้บรรเลงและขับร้องประการการเซ่นสรวง เวลามีการ ทรงเจ้า เข้าผี ปัจจุบันใช้เป็นการแสดงมหรสพเพื่อความบันเทิง โดยทั่วไปประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังนี้

                    1. กลองกันตรึม            2 ลูก

                    2. ปี่อ้อ                     1 เลา

                    3. ซอตรัวเอก              1 คัน

                    4. ฉิ่ง                       1 คู่

                    5. ฉาบ                     1 คู่

                    6. กรับ                     1 คู่

กลองกันตรึม (สก็วร)

                    มีลักษณะคล้ายโทนภาคกลาง ตัวกลองทำจากแก่นไม้ขนุนหรือลำต้นมะพร้าวให้มีความหนาของตัวกลอง ประมาณ 1 นิ้ว หนังกลองนิยมใช้หนังลูกวัว หนังงู หรือหนังตะกวดแต่ที่นิยมมากที่สุดคือหนังลูกวัว

                    โดยทั่วไปจะใช้กลอง 2 ลูก เรียกว่าตัวผู้และตัวเมีย มีขนาดเท่ากัน เรียกชื่อต่างกันตามระดับเสียงทุ้มแหลมที่เกิดจากการขึงหน้ากลอง ให้ตึงมากน้อยต่างกันเท่านั้น กลองตัวผู้เสียงจะแหลม กลองตัวเมียเสียงจะทุ้ม ขนาดของกลองทั่วไป คือ ความยาว 22.5-24 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางหน้ากลอง 7.5-11 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางส่วนท้ายสุด 6-8 นิ้ว ความยาวจากหน้ากลองถึงเอวกลอง 7-8.5 นิ้ว รอบเอวกลอง 21 นิ้ว เส้นรอบวงส่วนท้ายสุด 21 นิ้ว

                    การดูแลรักษาหน้ากลอง ถ้าเป็นกลองที่ทำจากหนังสัตว์  ไม่ควรให้เปียกน้ำเพราะจะทำให้หนังกลองหย่อน เมื่อตีแล้วเสียงจะไม่ไพเราะถ้าหน้ากลองเปียกน้ำควรนำกลองไปตากให้แห้ง หรือใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้หนังกลองแห้ง

 

ปี่อ้อ

                    ปี่อ้อ เป็นปี่โบราณของไทยอย่างหนึ่ง ตัวปี่(เลา)ทำด้วยไม้รวกปล้องเดียวไม่มีข้อยาวประมาณ 24 เซนติเมตร เขียนลวดลายด้วยการลนไฟให้ไหม้เกรียมเพราะที่ต้องการหัวท้ายเลี่ยมด้วยทองเหลืองหรือเงินเพื่อป้องกันมิให้แตก เจาะรูสำหรับเปิดปิดนิ้วเรียงตามลำดับด้านหน้า 7 รู และมีนิ้วค้นด้านหลัง 1 เช่นเดียวกับขลุ่ย ลิ้นทำด้วยไม้อ้อลำเล็ก ๆ เหลาให้บางยาว 5 เซนติเมตร ไว้ทางหนึ่งให้กลมพันด้วยด้ายเพื่อให้กระชับพอที่จะเสียบเข้าไปในเลาปี่ 1 เซนติเมตรพอดีกับรูของตัวปี่ อีกทางหนึ่งผ่าเจียนเป็น 23 ซีก ปลายมนตัดให้แบนเข้าแนบประกบกว้างราว 2 เซนติเมตร นัยว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ร่วมอยู่ในวงเครื่องสายมาก่อน ต่อมาได้ขลุ่ยเพียงออและขลุ่ยหลุ่ยหลิบเข้าผสมแทน ปีอ้อจึงหายไป

ซอตรัวเอก

                    ซอกันตรึมเป็นเครื่องดนตรีของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรและชาวไทยอีสานเป็นเครื่องสายใช้สี ทำด้วยไม้ กะโหลกซอขึงด้วยหนังงูหรือหนังจำพวกตะกวดมีช่องเสียงอยู่ด้านตรงข้ามหน้าซอ ใช้สายลวดมี 2 สาย คันชักอยู่ระหว่างสายคันซอยาวประมาณ 60 เซนติเมตร มีลูกลิดอยู่ตอนนอกซอใช้รัด ด้วยเชือกขนาดของซองแตกต่างกันไปตามความประสงค์ของผู้สร้าง โดยทั่วไปมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ตรัวจิ้ ขนาดกลางเรียกตรัวเอก ขนาดใหญ่เรียกตรัว บางครั้งจะเห็นมีการดัดแปลงประยุกต์กะโหลกซอโดยใช้ประป๋องหรือปิ๊บซึ่งอาจเรียกแทนว่า ซอประป๋องหรือซอปิ๊บได้

ฉิ่ง

                    ฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทตี ทำด้วยทองเหลือง หล่อหนา ปากผายกลม 1 ชุด มี 2 ฝา ฉิ่งมี 2 ชนิด คือ ฉิ่งสำหรับวงปีพาทย์ และฉิ่งที่ใช้สำหรับวงเครื่องสายและวงมโหรี ฉิ่งสำหรับวงปี่พาทย์มีขนาดวัดผ่านศูนย์กลางจากขอบข้างหนึ่งไปสุดขอบอีกข้างหนึ่ง กว้างประมาณ 6 -6.5 ซม. เจาะรูตรงกลางสำหรับร้อยเชือก เพื่อให้จับสะดวกขณะตี ส่วนฉิ่งสำหรับวงเครื่องสายและวงมโหรีนั้น มีขนาดเล็กกว่า วัดผ่านศูนย์กลางได้ขนาดประมาณ 5.5 ซม. เนื่องจากการตีฉิ่ง ต้องเอาขอบของฝาข้างหนึ่งกระทบกับอีกฝากหนึ่งแล้วยกขึ้น ก็จะมีเสียงดังกังวานยาวดัง ฉิ่ง แต่ถ้าเอาทั้ง 2 ฝา นั้นกระทบและประกบกันไว้ จะได้ยินเสียงดังสั้น ดังฉับ ดังนั้นการเรียกชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า ฉิ่ง ก็เพราะเรียกว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั่นเอง

ฉาบ

                    ฉาบเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ทำด้วยโลหะคล้ายฉิ่ง แต่หล่อให้บางกว่า ฉาบมี 2 ชนิดคือฉาบเล็ก และฉาบใหญ่ ฉายเล็กมีขนาดที่วัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 12-14 ซม. ส่วนฉายใหญ่มีขนาดที่วัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 24-26 ซม. เวลาบรรเลงใช้ 2 ฝามาตีกระทบกันให้เกิดเสียงตามจังหวะ เมื่อฉาบทั้งสองข้างกระทบกันขณะตีประกบกันก็จะเกิดเสียง ฉาบ แต่ถ้าตีแล้วเปิดเสียงก็จะได้ยินเป็น แฉ่ง แฉ่ง แฉ่ง เป็นต้น

กรับคู่

                    กรับคู่ทำด้วยไม้ไผ่ซีก 2 อันเหลาให้เรียบและเกลี้ยงหนาตามขนาดของเนื้อไม้ หัวและท้ายกว่าใหญ่ลดหลั่นกันเล็กน้อย ตีด้วยมือทั้งสองข้าง โดยจับข้างละอันให้ด้านที่เป็นผิวไม้กระทบกันตีลงบริเวณใกล้กับตอนหัวมีเสียงดัง กรับ กรับ โดยมากจะใช้ตีกำกับจังหวะในวง ปี่พาทย์ชาตรี ประกอบการแสดงละครชาตรีโดยเฉพาะในเพลงร่ายต่าง ๆ ในวงกลางยาวก็นิยมใช้กรับคู่ไปตีกับจังหวะหนัก ที่เรียกว่ากรับคู่คงเป็นเพราะมีเป็นคู่ 2 อัน บางทีก็เรียกว่า “กรับไม้”



Blog ที่เกี่ยวข้อง

  • blog-image

    ผ้าไหมโบราณ ลายหางกระรอก (สีธรรมชาติ 100%)

    น้ำผึ้ง ผึ้งโพรงไทย

    สุรินทร์ เขวาสินรินทร์

    เริ่มต้นตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าเมื่อ ปี พ.ศ. 2554 มีสมาชิก…
  • blog-image

    นายป่วน เจียวทอง

    ภูมิปัญญา/ปราชญ์

    สุรินทร์ เขวาสินรินทร์

    ภูมิปัญญาการทำเครื่องเงินโบราณ ปะเกือมโบราญ และตะเกาโบราณ…
  • blog-image

    สร้อยจรวด 

    น้ำผึ้ง ผึ้งโพรงไทย

    สุรินทร์ เขวาสินรินทร์

    เครื่องเงินของเขวาสินรินทร์จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง…
  • blog-image

    สร้อยคอลายไทยระย้า 7 ช่อ

    น้ำผึ้ง ผึ้งโพรงไทย

    สุรินทร์ เขวาสินรินทร์

    เดิมเป็นช่างทองมาก่อน ทำมาจนถึงยุคฟองสบู่แตก เนื่องจากทองมีต้นทุนการผลิตสูงจึงประยุกต์มาทำเครื่องเงินและทองเหลืองแทน…
  • blog-image

    อาหารแนะนำพื้นถิ่น อาหารคาว

    อาหารพื้นถิ่น

    สุรินทร์ เขวาสินรินทร์

    สลออังกัน (แกงขี้เหล็ก) สลอ แปลว่า “แกง” อังกัน คือ…
  • blog-image

    ผ้าไหมยกดอกลายดอกพิกุล

    น้ำผึ้ง ผึ้งโพรงไทย

    สุรินทร์ เขวาสินรินทร์

    เป็นศิลปะการทอผ้าที่มีลวดลายเด่นชัด เมื่อสัมผัสผืนผ้าจะรู้สึกได้ถึงลวดลายที่แตกต่าง…